วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

คำศัพท์เกี่ยวกับกฎหมาย


กฏหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เรียกว่าอะไร
เราคงเรียนกันมาตั้งแต่ยังเยาว์ ก็รัฐธรรมนูญน่ะสิ
หรือ Constitution นั่นเอง
Songkung has never read the Constitution of Thailand. He read only the Constitution of

Canada.
สงคุงไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเลย อ่านแต่รัฐธรรมนูญของแคนาดา
Act หมายถึง พระราชบัญญัติ มาดูตัวอย่างประโยคกันครับ สมมติว่าสงคุงคุยกับบิมุ สงคุงพูดขึ้นมาว่า
I hate this Immigration Act. In Section 12, it is said that aliens who have not yet been

vaccinated against smallpox are excluded.
ฉันเกลียดพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฉบับนี้จังเลย ในมาตรา 12 กล่าวว่าคนต่างด้าวผู้ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนฝีดาษจะถูกขับออกจากราชอาณาจักร
Why?
บิมุสงสัย จึงถามว่า ทำไมล่ะ
สงคุงตอบว่า
Because I am Myanmar who has smallpox.
ตูข้าเป็นชาวพม่าผู้เป็นฝีดาษอยู่น่ะสิ

อันที่จริง เราไม่ต้องกังวลเรื่องโรคฝีดาษอีกต่อไปแล้วนะครับ มันน่าจะหมดไปจากโลกแล้ว
เวลาเราจะอ่านกฏหมายใหม่ ๆ เราจะอ่านจากราชกิจจานุเบกษาครับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า the Government Gazette วันหนึ่ง จินจังก็อวดน้องสาวตัวเองให้บิมุฟังว่า
My sister read the Government Gazette since she was four.
น้องสาวฉันนะ เธออ่านราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่เธอมีอายุได้สี่ขวบแน่ะ
คำว่า read ในที่นี้ต้องอ่านว่า เรด นะครับ เพราะเป็นคำกริยาในรูปอดีต

ส่วน พระราชกฤษฎีกา ใช้ว่า Royal Decree
พระราชกำหนด ใช้ Emergency Decree
ตัวอย่างประโยคคือ
This Royal Decree is about taxes. Jinjang, you does not possess Thai nationality.
พระราชกฤษฎีกานี้เกี่ยวข้องกับภาษี จินจัง เธอไม่ได้เป็นคนไทยนะ (ดังนั้น ช่วยอ่านให้ดีและทำตามด้วยล่ะ)

อีกคำที่เรามักคุ้นเคยคือคำว่า มาตรา .. ทวิ มาตรา...ตรี เช่น มาตรา 50 ทวิ ใช้ภาษาอังกฤษว่า Section ... ตามด้วยเลขภาษาละติน ดังนี้
 bis สอง
 ter สาม
 quarter สี่
 quinque ห้า
 sex หก   septem เจ้ด    octo แปด    novem เก้า    decem สิบ   undecim สิบเอ้ด   duodecim สิบสอง tredecim สิบสาม

ตอบคำถามจากทางบ้านบ้างดีกว่าครับ คุณ Subhu เฟซบุ๊กมาถามว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แปลว่าอะไรดี  ตามความเห็นส่วนตัวนะครับ ใช้ว่า  Your Majesty
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

The Four Villains of Decision Making


ผมอ่านหนังสือ Decisive: How to Make Better Choices in Life and Work ของ  Chip Heath กับ Dan Heath
และชอบมาก ๆ ครับ
ขออนุญาตทั้งสองคนนี้ นำเสนอบางช่วงบางตอนที่ผมประทับใจก็แล้วกันครับ หวังว่าคงไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะ
ชื่อตอน น่าสนใจครับ villain ซึ่งหมายถึง ตัวโกง ตัวร้าย
เช่น Jinjang is the villain of Bimu's life.
จินจังเป็นตัวร้ายในชีวิตของบิมุ
ชาวต่างประเทศมีสำนวนว่า the villain of the piece หมายถึง ตัวปัญหา
หนังสือเปิดประเด็นด้วยเรื่องที่น่าสนใจ
Villain แรกของการตัดสินใจ คือการที่เราโฟกัสบางสิ่งที่แคบจนเกินไป มุมมองที่แคบย่อมไม่เป็นผลดี
Narrow framing is the tendency to define our choices too narrowly and
to see them in binary terms. We ask, "Should I break up with my partner or not?"
instead of "What are the ways I could make this relationship better?" We ask ourselves,
"Should I buy a new car or not?" instead of "What's the best way I could spend some money to make my family better off?"
หนังสือเล่มนี้เขาบอกว่า การมีมุมมองคับแคบคือแนวโน้มที่จะนิยามตัวเลือกของเราให้จำกัดมาก ๆ มักจะเป็นข้อความแบบให้เลือก
เรามักถามว่า จะเลิกกับแฟนดีไหม แทนที่จะถามว่า จะทำอย่างไรให้สายสัมพันธ์ดีขึ้น
เราถามตนเองว่า จะซื้อรถใหม่ดีไหม แทนที่จะถามว่า จะใช้เงินเช่นไรดีให้ครอบครัวดีขึ้น

เราคงเคยเจอคำว่า binary จากคำเหล่านี้
binary search tree โครงสร้างข้อมูลชนิดหนึ่งในวิชาอัลกอริทึม
binary question คำถามสองตัวเลือก เช่น จะกินหรือไม่กิน
binary plan แผนการตลาดธุรกิจเครือข่ายแบบสองขา
ดังนั้น binary น่าจะหมายถึงสิ่งที่เกี่ยวกับสอง

แล้ว better ต่างจาก better off อย่างไร ผมว่ามันใกล้เคียงกันมาก ๆ ครับ ดูตัวอย่างประโยคกันครับ
It would be better off taking the MRT to Dhoby Ghaut instead of driving.
การไป Dhoby Ghaut ด้วยรถใต้ดิน(ที่สิงคโปร์) ดีกว่าการขับรถไปเองนะ
Bimu felt better off after the rise in AAPL's prices.
บิมุรู้สึกดีขึ้นมากเมื่อราคาหุ้นบริษัท Apple ขึ้น (ขอให้มันขึ้นจริง ๆ ด้วยเถิด)

หวังว่าเพื่อน ๆ คงไม่ติดอยู่ใน The first villain นะครับ สวัสดีครับ

จะเรียกเจ้านายว่าอะไรดี


เมื่อผมได้คุยกับผู้ที่ได้งานทำเป็นครั้งแรก (first jobber) เขาเหล่านี้กังวลว่าเมื่อร่วมงานกับเจ้านายที่เป้นชาวต่างชาติ จะแทนตัวเขาว่าอะไรดี
คำที่แย่ที่สุดที่ผมนึกถึงคือคำว่า boss ในความคิดผม คำว่า boss ไม่น่าฟังเอาเสียเลย
มีคนหวังดีเสนอกันเข้ามาอย่างล้นหลาม เช่น ถ้าสงคุงเป็นเจ้านายของจินจัง จินจังควรเรียกว่า
General Songkhung บ้างล่ะ  Captain Songkhung บ้างล่ะ   Chief หรือ Sir ไปโน่น
ประหนึ่งเราอยู่ในกองทัพก็ไม่ปาน
ถ้าคุณไม่ได้เป็นทหาร ลองดูตัวเลือกอื่นกันดีกว่าไหมครับ
คำว่า superior ก็น่าจะใช้แทนคำว่าเจ้านายได้
superintendent ฟังดูคล้าย ๆ กับคำว่า chief superintendent ซึ่งเป็นยศตำรวจระดับสูง
executive คำนี้ฟังดูดีนะครับ ใช้เรียกเจ้านายระดับผู้จัดการขึ้นไป
แล้วถ้าจะหมายถึงคำว่าลูกน้องล่ะ ผมขอเสนอคำว่า subordinate ครับ

ผมเป็นคนเรียบง่าย ดังนั้น คำว่า Mr(Mr.)นำหน้าชื่อผู้ชาย หรือ  Ms(Ms.)นำหน้าชื่อผู้หญิง  ไม่แนะนำให้ใช้  Mrs(Mrs.)อีกต่อไป
น่าจะใช้เรียกเจ้านายได้ดี กรณีนี้เราต้องการแสดงความเป็นมืออาชีพ
ถ้าเราคุยกันเองในที่ทำงาน เราอาจจะเรียกชื่อที่เขาอนุญาตให้เรียกได้ เช่น  Hi Jinjang! สวัสดีจ้ะ จินจัง
ความเป็นชาย หญิง ดูที่เพศตอนที่กำเนิดเป็นหลักนะครับ
หรือถ้าเจ้านายคุณ มียศถาบรรดาศักดิ์ ก็ควรใช้ในเอกสาร แต่เวลาคุยกัน ดูไม่ดีที่จะใช้
ถ้าสงคุงเดินมาบอกคุณว่า
I am Mr Songkhung.
มันก็ฟังดูทะแม่ง ๆ ใช่ไหมครับ ทำไมต้องเรียกชื่อตัวเองด้วยคำว่า Mr
ถ้าจินจังเป็นหมอ (ซึ่งคงยากแล้วล่ะในชาตินี้) ก็อาจจะใช้ว่า  Dr Jinjang (หรือจบปริญญาเอกก้เช่นกัน)
ถ้าเจ้านายคุณมีหลายยศซ้อน ๆ กัน ผมไม่แนะนำให้ต่อกันพะรุงพะรัง เลือกสักยศหนึ่งที่เจ้านายคุณชอบมาเรียกเขา
employer คำนี้ฟังดูกว้าง ๆ ดี นอกจากจะหมายถึงตัวบุคคล ยังหมายรวมถึงองค์กรได้ด้วย
ABC is my employer.
บริษัทเอบีซีจ้างฉัน
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุรจะเรียกเขาว่าอะไร สิ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตในที่ทำงานราบรื่นคือสายสัมพันธ์ การให้เกียรติ การสื่อสารและความเข้าใจซึ่งกันและกัน คงไม่ดีแน่ถ้าต่อหน้าคุณเรียกเขาเสียดิบดี แต่ลับหลังคุณจวกแทงเจ้านายเสียยับ
เจ้านายเองก็ต้องปรับตัวเข้าหาลูกน้อง ทำตนให้เป็นแบบอย่าง ใช้เหตุผล มีความเป็นมนุษย์ และสื่อสารกับลูกน้องอย่างมีคุณภาพ ชัดเจน ถ้าทำได้ผมเชื่อว่าทุกคนที่ยังทำงานประจำอยู่คงจะมีความสุขอย่างแน่นอน สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

แนะนำเว็บไซต์นี้

เว็บนี้เป็นเว็บธรรมดาครับ แต่ผมไม่ธรรมดาแน่นอน
ถ้าผมจะบอกว่าผมจะมาสอนภาษาอังกฤษ ทุกคนคงเบื่อแน่ ๆ
ถ้าผมบอกว่าผมจะมาให้เกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษแบบเบา ๆ ล่ะ คุณพอสนใจขึ้นไหม
ผม บีม เรียกว่านายบีมก็แล้วกันนะครับ เป็นอะไรดีล่ะ แอดมิน (administrator)
หรือเจ้าของบล็อก (blog owner, blogmaster) เอาเถอะครับ ไม่ว่าคุณจะเรียกผมว่าอะไร
ผมก็ยังเป็นผมอยู่วันยังค่ำ
ผมแค่อยากปล่อยของดูบ้าง ผมเรียนรู้ภาษาอังกฤษมามากมาย ผมก็จะเล่าเท่าที่ผมรู้นะครับ
หัวข้อก็ตามอารมณ์ของผม
ใครอยากรู้เรื่องอะไร ส่ง message มาทางเฟซบุ๊กของผมได้ที่ www.facebook.com/Amaritkatze
หรือจะรับผมเป็นเพื่อนก็ได้นะครับ
ผมอยากบอกก่อนว่า ภาษาอังกฤษไม่ได้ยากเลย เมื่อเทียบกับภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ที่มีตัวอักษรที่เขียนยาก
มีการผันคำตามเพศ พจน์ การก วาจก และสารพัดศัพท์ทางด้านไวยากรณ์ แถมเรียนไปก็หาที่ใช้ได้ยากกว่าภาษาอังกฤษ
แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เรียนภาษาต่างประเทศอื่น ๆ นะครับ
สาเหตุที่ผมสร้างบล็อกนี้ มีสองประการ
1.ต้องการเผยแพร่ความรู้
2.ต้องการช่วยเหลือผู้คนที่อาจจะมีปัญหาการใช้ภาษา
อย่าลืมนะครับว่า ทุกความสำเร็จในโลกล้วนต้องอาศัยความทุ่มเท อย่าหวังว่าเรียนเป็นแฟชั่นแล้วจะเก่ง
ต้องขยัน ขวนขวาย หาที่ใช้
ชาวต่างชาติมากมาย คุณก็ไปลองคุยกับเขาดูครับ เดี๋ยวก็ใช้ภาษาได้ดีเอง
สุดท้ายนี้ ผมขอแนะนำตัวละครหลัก ๆ สามตัวก่อนนะครับ ไว้อารมณ์ดี ๆ จะเพิ่มเป็นสี่ถึงห้าตัว
ตัวละครเหล่านี้ เป็นสิ่งสมมติทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ สมาคม บุคคลจริงแต่อย่างใด
1.จินจัง เป็นสาวผอม ๆ หน้าตางั้น ๆ เธอเป็นเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศของบิมุ เธอมีแฟนแล้วชื่อโระ เป็นชาวญี่ปุ่น
เธอชอบคิดว่าผู้ชายทุกคนเป็นสามีเธอ และจะบังคับขู่เข็ญต่าง ๆ นานาให้ชายเหล่านั้นทำงานให้เธอ ตามหลัก
ชายที่ดีต้องเสียสละให้สุภาพสตรี
2.บิมุ เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดี รูปร่างสมส่วน เป็นนักกีฬา เป็นเพื่อนร่วมงานของจินจัง อยู่แผนกเดียวกันด้วย
แต่มักโดนจินจังกระแนะกระแหนตลอดเวลา บิมุยึดหลักหิริ โอตตัปปะ ในการดำเนินชีวิต
3.สงคุง ชื่อจริงเขาชื่อสงสัย สงสัยว่าตนเองเกิดมาทำไม สงสัยว่าทำไมตนเองไม่มีแฟน สงสัยว่าทำไมกินข้าวขาหมู
ทุกวันจึงทำให้ตนเองอ้วนได้ขนาดนี้ สงคุงชอบบ่น สงคุงเป็นโอตะคุ ที่บ้านสะสมตุ๊กตาบาร์บี้ครบชุดไว้โดยที่น้องชายแท้ ๆ ก็ยังไม่รู้
น้องของสงคุงชื่อเจม เจมเป็นเด็กหน้าตาคล้ายสงมาก ๆ แต่น้ำหนักตัวน้อยกว่า คิดบวกมากกว่า นิสัยก็ดีกว่าสงคุงด้วย

หากท่านต้องการนำความรู้ไปเผยแพร่ต่อแบบออฟไลน์เพื่อการศึกษา สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
แต่หากท่านจะเผยแพร่ออนไลน์ กรุณาทำลิ้งค์ส่งมาถึงบล็อกนี้ด้วยครับ และขอความกรุณาอย่าแอบอ้างว่าตนเองเขียน
หากท่านเผยแพร่ ทำซ้ำ ดัดแปลงเพื่อการค้า กรุณาคุยกันก่อนดำเนินการใด ๆ นะครับ ขอบคุณครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2551

A Dime A Dozen


A Dime A Dozen
คำแรกที่เราต้องรู้จักคือคำว่า Dozen ซึ่งมีความหมายว่า 12 นั่นเอง
ไปดูตัวอย่างประโยคกันเลยครับ
Today I buy a dozen cups of coffee. The shopkeeper is amazed.
วันนี้ฉันซื้อกาแฟ 12 แก้ว ทำเอาเจ้าของร้านงงงวยกันเลยทีเดียว (ว่ามันซื้อไปกินฆ่าตัวตายหรือเปล่า)
It was a fluke that I have found a dozen eggs near the river.
โชคดีจังที่เจอไข่โหลหนึ่งริมแม่น้ำ (แต่ไม่รู้ไข่อะไรนี่สิ)
Jinjang, my college, starts to narrate the moment of her first kiss.
Oh No! I have heard this story a dozen times before.
จินจัง เพื่อนร่วมงานของฉันนะ แกตั้งหน้าตั้งตาจะเล่าเรื่องจุมพิตแรกอีกแล้ว ฉันได้ยินมาเป็นร้อย ๆ ครั้งแล้วแหละ

American น่าจะใช้สำนวน A Dime A Dozen กันมาก ถ้าจะทำให้เป็น British ก็น่าจะเป็นสำนวนว่า Ten A Penny
เพราะ Dime เป็นเงินเหรียญของอเมริกันชนและแคนาดาชน มีค่าแค่ 1 ใน 10 ของ Dollar แต่ Penny เป็นเงินของอังกฤษ
ประโยคตัวอย่าง
You are just a dime a dozen.
แกมันก็แค่คนไร้ค่า
Nowadays MBAs are a dime a dozen.
ตอนนี้นะ คนจบบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตมีมากมายเต็มไปหมด
หวังว่าเพื่อน ๆ พี่ ๆ คงพอเข้าใจความหมายของสำนวนนี้นะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551

การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงของราชบัณฑิตยสถาน




หลายวันที่ผ่านมา ผมได้ลองเข้าวิกิพีเดีย สารานุกรมออนไลน์ที่ผมชอบมันบ้าง ไม่ชอบมันบ้าง แล้วก็เผอิญไปเจอเพจนี้เข้า
http://th.wikipedia.org/wiki/การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงของราชบัณฑิตยสถาน
ผมมานั่งคิดดู มันเหมาะกับคนไทยเราเป็นอย่างมาก เพราะบรรพบุรุษของเราท่านได้รังสรรค์พยัญชนะและสระไว้เป็นจำนวนมาก
การจะเทียบเสียงมาเป็นชื่อตัวในภาษาอังกฤษก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าใดนัก
เช่นคนคนหนึ่ง ชื่อ อำมฤต สุขสุวรรณ (นามสมมติ) ถ้าท่านได้เข้าไปดูตาราง และเทียบเสียงตามนี้ จะลองเขียนออกมาได้ว่า
Ammarit Suksuwan
มันมีข้อดี สมมติคุณชื่อพร ถ้าคุณเขียนว่า Porn ชาวต่างชาติอาจจะรู้สึกกับคุณแปลก ๆ
ถ้าเขียนว่า Phon มันก็ดีกว่า Porn เป็นแน่แท้
บางคนอาจจะเถียงว่า ชาวอังกฤษอาจจะทะลึ่งไปอ่านว่า ฟน ผมยืนยันว่า ถ้าเป็นชาวยุโรปที่ไม่ใช่ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นเบื้องต้น ถึงอย่างไรเขาก็ต้องอ่านว่า พล ไม่ก็ พร จนได้
เพื่อไม่ให้ ปวดเศียรเวียน head มากไปกว่านี้ เรามีแนวทางที่ถูกในการเขียน ถึงแม้ว่าการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงของราชบัณฑิตยสถาน อาจไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจใครหลาย ๆ คนในที่นี้
เช่นสมมติมีครูท่านหนึ่ง ชื่อครูวันเพ็ญ
ถ้าท่านเขียนตามการถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงของราชบัณฑิตยสถาน จะได้ว่า
Wanphen
แต่ถ้าท่านใช้หลักการอย่างอื่น ท่านก็อาจจะเขียนชื่อท่านว่า Onepen
ก็คงไม่ได้ถึงกับต้องไปว่าท่าน เพราะของแบบนี้มันนานาจิตตัง
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเปิ้ล หล่อนเขียนชื่อหล่อนว่าดังนี้
Ple ถ้าผมเป็นชาวต่างประเทศ ผมน่าจะอ่านว่า เพล่ หรือ พลี่ มากกว่าจะอ่านว่า เปิ้ล
เข้าใจว่า คงจะถอดแบบมาจากคำว่า apple
ภควัฒน์
Pakawat
ถ้าถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียงของราชบัณฑิตยสถาน จะได้ว่า
Phakhawat
จะได้ออกเสียงต่างจากคนชื่อปริวรรต
Pariwat
ก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่านครับ
สมมติว่าท่านรู้จักคนชื่อ นท The Stone (นามสมมติ) ท่านอาจจะเกรงว่าชื่อนี้สับสนกับคนชื่อนอต
ก็อาจจะเขียนว่า Nout โดยกำหนดให้อ่านว่านท ก็ตามใจครับ
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้